6 ข้อห้ามในการเลี้ยงทารก เมื่อให้คุณย่าคุณยายเลี้ยงลูกแทน

09 October 2018
11878 view

ข้อห้ามในการเลี้ยงทารก

ตกเป็นประเด็นทางหน้าหนังสือพิมพ์ และสื่อโซเชียลอยู่เป็นประจำ  สำหรับการเลี้ยงดูทารกที่ไม่ได้อิงหลักการแพทย์  การเลี้ยงลูกแบบสมัยเก่าไม่ใช่ไม่ดี ไม่ถูกเสมอไป เพราะเราทุกคนต่างเติบโตมาได้ทุกวันนี้เพราะ คนสมัยเก่าทั้งสิ้น แต่มีบางเรื่องบางอย่างที่คนสมัยเก่ายังไม่เปิดใจยอมรับ ถึงข้อเสียที่เกิดขึ้น และยังนำวิธีการเหล่านั้นมาเลี้ยงลูก- เลี้ยงหลานในยุคปจจุบัน   ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมากคุณแม่มือใหม่ต้องสตรองเป้นอย่างมากหากต้องขัดใจ ย่ายาย ใน 6 เรื่องต่อไปนี้

6 ข้อห้ามในการเลี้ยงทารก เมื่อให้คุณย่าคุณยายเลี้ยงลูกแทน

1.การป้องกันขาโก่ง และดัดขาแก้ขาโก่งในแบบฉบับคุณย่าคุณยาย

 


ภาพแสดงรูปร่างกระดูกปกติในเด็กแต่ละช่วงวัย

“แม่สมัยใหม่ทำไมไม่ดัดขาให้ลูกไม่รักลูกหรา”

ไม่เชื่อก็ตามใจเดี๋ยวขาก็โก่งหรอก!!!

ประโยคท็อปฮิตที่ได้ยินแม่บอกลูกสาว หรือแม่สามีบอกลูกสะใภ้ให้ดัดขาลูก คนสมัยก่อนมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องขาโก่งหลากหลายรูปแบบมาก  ได้แก่

  • การดัดขาหลังอาบน้ำจะช่วยให้ขาตรงมากขึ้น ไม่จริง และไม่ควรทำ เพราะอาจทำให้ลูกเจ็บ
  • การใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจะทำให้ขาโก่งมากขึ้น ไม่จริง ที่จริงแล้ว ยังใช้เป็นการรักษาภาวะข้อสะโพกเคลื่อนได้ด้วย
  • การอุ้มเข้าสะเอวจะทำให้ขาโก่งมากขึ้น ไม่จริง และเช่นเดียวกับการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป หมอแนะนำให้ทำเพื่อเป็นการรักษาภาวะข้อสะโพกเคลื่อน

2.บีบดั้งให้ดั้งโด่ง

ดั้งโด่งหรือไม่อยู่ที่กรรมพันธ์ุสรรค์สร้าง  การบีบบริเวณสันจมูก เสี่ยงต่อการเกิดการอักเสบใต้ผิวหนัง เพราะเนื้อเยื่อของเด็กบอบบางมากถูกกดหรือบีบ เป้นประจำทำให้บอบช้ำ อักเสบ ติดเชื้อได้ ซึ่งแพทย์ไม่แนะนำให้ทำอย่างแน่นอน พญ.รานี บรรดาประณีต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโสต ศอ นาสิก ได้กล่าวว่า “การบีบ คลึงจมูก เป็นการกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกจมูกก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยทั่วไปกระดูกจมูกจะมี 2 ส่วนคือ สันจมูก (กระดูกแข็ง) ส่วนปลายจมูก หรือด้านข้างจมูกจะเป็นกระดูกอ่อน สำหรับส่วนหลังนี้ จะมีเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงค่อนข้างมาก บ้านไหนที่บีบจมูกให้ลูก อาจทำให้กระดูกส่วนหลังเกิดการอักเสบ และบวมได้  ซึ่งเด็กบางคนอาจมีก้อนเนื้อ หรือมีความผิดปกติที่พ่อแม่ไม่ทราบมาก่อน โดยเฉพาะเด็กเล็ก ที่หายใจทางปากไม่เป็น ถ้าจมูกบวม เด็กจะหายใจไม่สะดวก เกิดปัญหาตามมาได้”

3.ฉี่เช็ดลิ้น - ยาม่วงกวาดคอหรือใช้ยาคูลท์รักษาฝ้าที่ลิ้นเด็ก


ภาพแสดงเด็กลิ้นเป้นฝ้าจากการไม่เช็ดทำความสะอาดลิ้นทุกวัน

ฝ้าขาวในปากเด็กเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยมาก เกิดจากการที่คุณแม่ไม่ได้เช็ดทำความสะอาดลิ้นหลังให้ลูกดื่มนม จึงกลายเป็นผ้าขาว และหากปล่อยไว้นานจะกลายเป็นเชื้อรา คุณย่า-คุณยาย มักจะแนะนำให้นำฉี่มากวาดลิ้น เพราะเชื่อว่าฉี่จะช่วยให้ฝ้าขาวในปากกเด็กหายได้ และมีคุณยายคุณยายหลายท่านนำนมเปรี้ยวยาม่วง มา กวาดลิ้น กวาดคอ เพื่อฆ่าเชื้อโรค

4.กินนมผสมไข่แดงเพิ่มน้ำหนัก


ภาพแสดงคุณแม่แชรืวิะีเพิ่มน้ำหนักลูกด้วยการใช้ไข่แดงต้มสุกบดผสมนม

คุณแม่สมัยใหม่ มีความเข้าใจผิดอยู่มากเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนัก อยากให้ลูกจ้ำม่ำ อยากให้ลูกน้ำหนักเยอะ ทั้งๆที่จริงแล้วกราฟการเจริญเติบโตมีการเปรียบเทียบอย่างชัดเจนว่า น้ำหนักเด็กไทย เท่าไหร่ถึงจะปกติ เพียงแค่ลูกตัวเล็กกว่าเด็กคนอื่นๆใช่ว่าลูกจะผิดปกติ  ปรึกษากับกลุ่มแม่ผ่านโซเชียล ได้วิธีแปลกใหม่มา เช่น เอาไข่แดงที่ต้มสุกมาผสมในนมให้ลูกกินอาจลืมไปว่า ระบบย่อยและการดูซึมของลุกอาจไม่พร้อมรับ ไข่แดงบดผสมกับนมอาจทำได้ในเด็กโตเท่านั้น

5.ป้อนกล้วยเร่งโต


ภาพแสดงทารกวัยไม่ถึงเดือน คุณแม่ป้อนกล้วยเนื่องจากไม่มีนมให้ลูกกิน จนลูกลำไส้อุดตันนอนไอซียู

กล้วยไม่ใช่อาหารของเด็กทารก เพราะอาหารสำหรับเด้กทารก แรกคลอด - 6 เดือนคือนมแม่ล้วน กินนมแม่ไม่ได้ขาดสารอาหารใดๆเลย แต่กล้วยที่นำมาเอี่ยวนี่ต่างหากไม่ได้มีสารอาหารครบถ้วนที่เด้กต้องการเลย ก็จริงอยู่ว่า ย่ายายเลี้ยงกล้วยโตมาเป็นเจ้าคนนายคนก็ถมเถ  แต่จำนวนที่ตายๆไปในสมัยก่อนไม่มีการบันทึกอย่างจัดเจน อาจด้วยเทคโนโลยี้ในสมัยนั้น พอมาถึงสมัยที่เทคโนดลยีทางการแพทย์ก้าวล้ำไปมาก แพทย์ได้ออกมารณรงค์การให้อาหารที่ถูกต้องแต่เด้กทารก คนสมัยก่อนก็กลับไม่เชื่อในสิ่งที่หมอบอก เชื่อในประสบการณ์มากกว่า ผลกระทบที่ตาม เด็กลำไส้อุดตัน ลำไส้เน่า  ผลเสียร้ายแรงจึงอยู่ที่เด็ก  อย่าเดิมพันชีวิตลูกหลานด้วยคำที่ว่า เคยเลี้ยงของฉันแม่แบบนี้ เลยค่ะ


6.แป้งฝุ่นโรยจิ๋ม และก้นเด็กแก้อับชื้น

ประเด็นนี้คุณแม่ยุคปัจจุบันก็ฮิตใช่เล่น เพราะเชื่อเหลือเกินว่า แป้งช่วยลดความอับชื้น แป้งลดการระคายเคือง แต่แม่ทราบหรือไม่??? แป้งมีคุณสมบัติที่คุณแม่เข้าใจผิด คือ แป้งต่างหากที่อมน้ำดูดซับความชื้นจากขาหนีบ จากขาหนียที่เริ่มแดงก็กลายเป็นเชื้อราเพราะความอับชื่นจากแป้งที่แม่โรยไว้ดูดซับน้ำไว้กัดผิวเด็กลูกจึงเกิดอาการก้นแดง ขาหนีบอับชื้น ร้ายกว่านั้นคุณแม่โรยแป้งที่ตัวเด็ก  ฝุ่นแป้งมีทัลคัม ปะปนอยู่มาก แพทย์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้แป้งทาตัวเด็กที่มีส่วนผสมของทัลคัม และผู้ผลิตชั้นนำได้หันมาเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด เพื่อทดแทนแร่หินทัลค์ (Talc)กระจุยกระจายเข้ารูจมูกเด็กก่อเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ

หยุดเถอะค่ะ!!! หากกุมารแพทย์เป็นผู้ที่ออกมาแนะนำ ขอให้เชื่อในสิ่งที่แพทย์แนะนำมีวิทยาศาสตร์รองรับและผ่านการพิสูจน์มาแล้วนั้น ย่อมมีความปลอดภัยกว่าการเลี้ยงลูกตามความความเชื่อ  อย่าเดิมพันชีวิตลูกหลายด้วยความเชื่อเลยค่ะ

บทความแนะนำสำหรับคุณแม่ 

1. 
ป้อนอาหารก่อน6เดือน เด็กเสี่ยงลำไส้อุดตัน!กระเพาะแตก!

2.ทำไม? หลังคลอดห้ามพาลูกออกข้างนอก3เดือน

3.อุทาหรณ์เด็กติดเชื้อไวรัสRSVเสียชีวิต

เรียบเรียงโดย  :  Mamaexpert Editorial Team

บทความที่เกี่ยวข้อง